A seismic tsunami recently hit the fashion world when Hedi Slimane’s first collection for Celine was sent down the runway set in a black temporary building in front of the Dôme des Invalides, inside which lies a tomb of French’s notably leader Napoléon Bonapard. The first collection full of rocker instincts has drastically left all Phoebe Philo’s followers with disappointment and rage.

 


Celine Spring Summer 2019

 

This article intends to relay a message on the other side of a coin that seemed overlooked by some Philo’s fans. It also aims to point out LVMH’s purpose to change its designer and look of Celine.

 

Celine Fall-Winter 2016

 

In fact, LVMH’s decision is not surprising. With certain insights of fashion records, you shall indisputably accept a principal fact that “fashion is incessant”. There is no such thing as lasting fashion and no brands own permanent fame with “their only constant style and design”. The most obvious proofs go to the cases of Claude Montana or Thierry Mugler whose fames were at their peak in 1980s. The same phenomenon happened to Christian Lacroix at the beginning of 1990s. After a decade, what had been considered glam and gorgeous seemed to decline resulting eventual wind down of the brands for they chose not to put a new complexion on their styles and looks.

This undeniable fact of the fashion world, which the LVMH group was well aware, reported that Philo’s work rose up to the ceiling score. Moving further up was impossible.

 


Phoebe Philo

 

At Celine, Philo drove its sale revenue from 200 million euros in 2008 to 800 million euros in 2017. In other words, the company made more of 600 million euros during the eight years of Philo’s service. This figure was an important explanation to why the winning name in the envelope was Hedi Slimane.

 

Hedi Silmane

 

The LVMH’s fashion house then needed its plan of change as the headquarter expected the brand’s comparable annual revenue with that of Saint Laurent’s and Balenciaga’s.

The company had a new plan for Celine and anticipated the brand to earn annual revenue of at least 2,000 or 3,000 million euros within five years. At this point, it eventually explained Philo’s resignation reason. She must have come to a reliasation that her minimal yet sophisticated and luxurious works in the past eight years had no potentials to achieve such expectations.

 

Celine Spring-Summer 2017

 

On the other hand, in the view of the fact that success in the fashion industry is considered with designers’ experiences and achieved ‘sale revenues’, Slimane’s accomplishments at Saint Laurent proved his potentiality. In four years, the brand earned 150% revenues that 473 million euros in 2012 jumped to 1,200 million euros in 2016.

This was the turning point for LVMH’s decision of granting Slimane an assignment to grow Celine’s annual revenues. The LVMH group expects successful and drastic results from him within five years following its development plan. This change sparks fresh and whimsical image of the brand. The traditionally minimal Celine has come to its ending peak. The new striking and venturous Celine shall be its future.

 

Celine Spring-Summer 2019

 

Celine Spring-Summer 2019

 

This change is not LVMH’s first trick. Gianfranco Ferre at Christian Dior house was hired to create minimal tailoring to its best to offer. Then the brand turned to John Galliano’s talents for his vigorous and exhilarating collection. After Galliano’s dismissal from the role, Dior exposed its sharp tailoring by Raf Simons for three years. Now the brand reflects its style in feminine, meticulous and easy-to-wear by Maria Grazia Chiuri. These to and fro tricks are evident at certain fashion houses under LVMH roof that works quite effectively for many decades.

What is happening to Celine is not really shocking. The former minimal collection, despite its great success, can be folded back in the closet if it cannot increase sale revenue for the company who undeniably focuses on profit.

 

Celine Spring-Summer 2013

 

Celine Spring-Summer 2018

 

For these reasons, the recent show in front of the tomb of Napoléon Bonapard was metaphorically implied to us as the era of Phoebe Philo and her greatness as well came to an end. Celine is now stepping forward to the new chapter of success.

Article by Pop Kampol

 

เป็นปรากฏการณ์คลื่นซึนามิแห่งโลกแฟชั่นอย่างแท้จริง เมื่อคอลเล็กชั่นเสื้อแบรนด์เซลีน (Celine) โดยเอดี สลีมาน (Hedi Slimane) เปิดตัวเป็นครั้งแรก ภายใต้อาคารชั่วคราวสีดำสนิท ซึ่งตั้งอยู่หน้า เล แซงวาลิด (Les invalides) สุสานหลังใหญ่ของผู้นำฝรั่งเศส นโปเลียน โบนาปาร์ต การเปิดตัวคอลเล็กชั่นแรกที่มีจิตวิญญาณแบบชาวร๊อกนี้เองที่สร้างความโกรธเกรี้ยวให้เหล่าแฟนคลับ ฟีบี้ ไฟโล (Phoebe Philo) ในวงกว้าง

ทั้งนี้สิ่งที่ผู้เขียนพยายามอธิบายในบทความชิ้นนี้ คือความต้องการบอกเล่าข้อมูลอีกด้าน ซึ่งเชื่อว่าเหล่าฟีบี้สายฮาร์ดคอร์น่าจะมองข้ามไป และเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจ ว่าเหตุใดกลุ่มบริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่อย่าง LVMH จึงตัดสินใจเปลี่ยนตัวนักออกแบบ และรูปแบบของเสื้อผ้า

ความจริงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจที่ค่าย LVMH จะตัดสินใจเปลี่ยนตัวนักออกแบบให้มีสไตล์การออกแบบแตกต่างจากสิ่งที่ไฟโลทำ หากคุณเคยศึกษาประวัติศาสตร์แฟชั่นอยู่บ้างคุณย่อมเข้าใจว่า แฟชั่นนั้นมีคุณสมบัติหลักๆ คือ “การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง” และไม่มีแฟชั่นหรือห้องเสื้อแบรนด์ไหนก็ตามที่สามารถโด่งดัง และยืนหยัดได้เป็นเวลายาวนาน “หากมีรูปแบบเสื้อผ้าที่เป็นรูปแบบเดียวตายตัวไม่เคยเปลี่ยนแปลง” ตัวอย่างง่ายสุดคือเหล่าแบรนด์ดังในอดีต ไม่ว่าจะเป็น โกลด มอนตานา (Claude Montana) หรือเธียร์รี่ มูแกลร์ (Thierry Mugler) ที่เคยโด่งดังแบบสุดๆ ในช่วงทศวรรษที่ 1980s หรือแบรนด์ดังอย่างคริสเตียน ลาครัวซ์ (Christian Lacroix) ซึ่งเคยโด่งดังในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990s เช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 ทศวรรษ “รูปแบบของแฟชั่นที่เคยถูกเชื่อว่างดงามก็เริ่มเสื่อมถอย” สิ่งนี้เองที่ส่งผลให้แบรนด์ดังที่เคยเป็นอันดับหนึ่งต้องหมดสิ้นชื่อเสียง เพราะแบรนด์เหล่านั้นกลับไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบเสื้อผ้า ให้สามารถเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ตัวอย่างที่ผมยกมาเล่าสั้นๆ นี้เองที่เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของโลกแฟชั่น ซึ่งกลุ่มบริษัท LVMH เข้าใจเป็นอย่างดี พวกเขาจึงรู้ว่าผลงานที่ไฟโลทำนั้นได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของกราฟแฟชั่นในวันนี้แล้ว และมันคงไม่สามารถเติบโตไปได้ไกลกว่านี้เท่าใดนัก เพราะเมื่อมันขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว มันก็ทำได้อย่างเดียวคือต้องตกลง

ตลอดระยะเวลาประมาณ 8 ปี ที่ไฟโล ทำงานที่เซลีน เธอสามารถผลักดันยอดขายเซลีนให้เติบโตเพิ่มขึ้นจากยอดรายได้ประมาณ €200 ล้านยูโร ในปี ค.ศ. 2008 ให้เป็นตัวเลข €800 ล้านยูโร ในปี ค.ศ. 2017 หรือแปลให้ง่ายขึ้นก็คือทำรายได้เพิ่มขึ้นรวมประมาณ €600 ล้านยูโร ในระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 8 ปี และนี่แหละ “คือข้อเท็จจริงสำคัญ” ที่เป็นเหตุให้หวยไปออกชื่อนักออกแบบอย่าง เอดี สลีมาน

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเซลีน เริ่มขึ้นเมื่อ LVMH ต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์เซลีนใหม่ โดยตั้งใจวางแผนให้เซลีน มีขนาดยอดขายเทียบเท่าแบรนด์ใหญ่ค่ายคู่แข่งอย่าง แซงต์ โลรองต์ (Saint Laurent) และบาเลนเซียก้า (Balenciaga) ได้

ทั้งนี้ LVMH ได้เปิดแผนการใหม่สำหรับแบรนด์เซลีน โดยคาดหวังว่าภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี เซลีนต้องมียอดขายเติบโตขึ้นอย่างน้อย €2,000 หรือ €3,000 ล้านยูโรต่อปี! อ่านมาถึงตรงนี้คุณก็คงต้องเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมไฟโลจึงตัดสินใจลาออกจากแบรนด์ในที่สุด เพราะเธอย่อมเข้าใจดีว่า ถึงแม้งานออกแบบที่เธอทำจะดีเลิศเสียเพียงใด แต่จากระยะเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สไตล์เสื้อมินิมัลที่เธอทำคงไม่มีศักยภาพหลงเหลือเพียงพออีกแล้วที่จะสามารถผลักดันเซลีนให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด ได้ถึงสองหรือสามพันล้านยูโรภายในระยะเวลาเพียงแค่ 5 ปี

ในทางกลับกัน สิ่งที่สลิมานทำสำเร็จที่แบรนด์แซงต์ โลรองต์ กลับกลายเป็นสิ่งพิสูจน์ว่า สลิมานต่างหากที่น่าจะมีศักยภาพเพียงพอ หากการตัดสินความสามารถในวงการแฟชั่น คือการพิจารณาจากหลักฐาน ประสบการณ์ และข้อเท็จจริงของ “ตัวเลขยอดขายสินค้าทำได้” ดังเช่นสิ่งที่เขาสร้างไว้ที่แซงต์ โลรองต์ โดยเขาสามารถทำให้แบรนด์แซงต์ โลรองต์ มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 150 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลาแค่เพียง 4 ปี! หรือจากยอดแค่ €473 ล้านยูโร ในปี ค.ศ. 2012 กลายเป็นตัวเลขประมาณ €1,200 ล้านยูโร ในปี ค.ศ. 2016

นี่จึงเป็นจุดหักเหสำคัญที่ค่าย LVMH ตัดสินใจเลือกสลิมานมาทำหน้าที่เปลี่ยนเซลีนในยุคปัจจุบัน โดยมองเห็นว่าเขาน่าจะมีศักยภาพเพียงพอในการผลักดันยอดขายเซลีนให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี ตามแผนพัฒนาที่คาดหวังไว้ อีกทั้งนี่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงสร้างความสดใหม่ให้กับสไตล์ของแบรนด์ ตามกฏวัฏจักรของแฟชั่นที่ LVMH เข้าใจเป็นอย่างดี ด้วยการเปลี่ยนสไตล์เสื้อแนวมินิมัลของเซลีนที่ขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว ให้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งเพื่อสร้างความสด และความแปลกใหม่น่าสนใจ

นี่คือกลเม็ดสำคัญที่ LVMH ทำเสมอมา ไม่ว่าจะที่แบรนด์ในเครืออย่าง Christian Dior อย่างการจ้าง จานฟรังโก เฟอร์เร่ (Gianfranco Ferre) ให้ออกแบบเสื้อแนวเรียบสไตล์มินิมัลพอสไตล์นี้ขึ้นสู่จุดสูงสุด บริษัทก็เปลี่ยสไตล์การออกแบบใหม่ ให้เป็นแนวจัดจ้านดีเทลเต็มโดย จอนห์ กัลเลียโน (John Galliano) แล้วพอยุคกัลเลียโนสิ้นสุดลง จึงเปลี่ยนอีกครั้งให้กลับตลปัตรเป็นแนวเรียบมินิมัลกับนักออกแบบอย่าง ราฟ ซิมอนส์ (Raf Simons) แล้วจึงเปลี่ยนอีกครั้งในแบบล่าสุด ซึ่งเปลี่ยนจากสไตล์เสื้อแข็งๆ แบบซิมอนส์ ให้กลายเป็นงานเสื้อหวานขึ้น และใส่ง่ายขึ้นแนวเฟมินีนโดย มาเรีย กราเซีย คิอูริ (Maria Grazia Chiuri) ซึ่งเทคนิคการเปลี่ยนสไตล์แบบเสื้อกลับไป กลับมา ยังปรากฏที่แบรนด์ต่างๆ ในเครื่อ LVMH และนี่ดูเหมือนจะเป็นเคล็ดลับที่ LVMH ใช้และสามารถทำให้แบรนด์ในเครือโด่งดังมีขื่อเสียงในโลกแฟชั่นเสมอมาทุกทศวรรษที่เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่เกิดกับเซลีนจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่สไตล์มินิมัลที่ไฟโลสร้างสรรค์ไว้จะถูกขยำทิ้งจนหมด เพราะสุดท้าย LVMH คือกลุ่มธุรกิจแฟชั่นที่แสวงหาผลกำไร พวกเขาไม่เคยสนใจหรอกว่าสไตล์เสื่อผ้าเหล่านั้นจะประสบผลสำเร็จมากมายเสียเพียงไหนในวันนี้ หากสไตล์ดังกล่าวไม่สามารถเติบโตทำรรายได้มากมายได้อีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้การแสดงแบบเสื้อหน้าสุสาสของ นโปเลียน โบนาปาร์ต จึงเหมือนการเปรียบเปรยให้พวกเราเห็นภาพว่า ความยิ่งใหญ่ของ เซลีน โดย ฟีบี้ ไฟโล ได้จบสิ้นลงแล้ว เหมือนๆ กับราชาอันยิ่งใหญ่อย่างนโปเลียนของประเทศฝรั่งเศสได้จบสิ้นลงแล้ว และเวลานี้ก็ถึงเวลาเข้าสู่ยุคใหม่กันเสียที

 

No Comments Yet

Comments are closed